โฮโจ อุจิยาสึ ตระกูลผู้กอบกู้ญี่ปุ่นจากมองโกล

โฮโจ อุจิยาสึ ตระกูลผู้กอบกู้ญี่ปุ่นจากมองโกล

 

ตระกูล โฮโจ เป็นตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งซึ่งเรืองอำนาจและทรงมีอิทธิพลอย่างมากในช่วงตอนก่อนยุค เซ็นโกคุหรือจะยาวมาถึงช่วงนี้แห่งยุคของความวุ่นวายตระกูลนี้ก็คงยังคงมีบทบาทอยู่มากทีเดียว และตระกูลโฮโจ นั้นก็ยังทรงอิทธิพลอย่างมากในภาคคันโตแต่ก็ขาดผู้นำที่ดีในการนำพาตระกูลไปสู่ความรุ่งเรือง

โดยผู้นำตระกูลในยุคนั้นมีนามว่า โฮโจ อุจิยาสึ เขาเป็นลูกที่เกิดจาก โฮโจ อุจิสึนะ เกิดเมื่อปีคริศต์ศักราช 1515 และยังเป็นไดเมียวผู้ปกครองปราสาทโอดาวาระอีกด้วย โดยมีคำกล่าวอ้างว่า โฮโจ อุจิยาสึ นั้นเป็นบุรุษผู้มีบุคลิกที่ดีเยี่ยม ห้าวหาญ อีกทั้งยังทรงมีไหวพริบที่ดีและชอบที่จะหมั่นฝึกฝีมือในการรบอยู่เป็นประจำ

และในปีคริศต์ศักราชที่ 1530 เขานั้นได้เข้าร่วมสงครามโอซาวาฮาร่า ในช่วงนั้นเขามีอายุเพียงแค่ 15 ปีเท่านั้น โดยตระกูลโฮโจได้ทำศึกอย่างยาวนานกับตระกูลอุเอสึงิโดยกินเวลาทั้งหมด 17 ปี นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1526 และสุดท้ายเขาและพ่อของเขาก็นำพาตระกูลขยายอำนาจออกไปได้ไม่น้อย

โฮโจ อุจิยาสึ นั้นได้รับตำแหน่งไดเมียวเมื่อปีคริสต์ศักราชที่ 1541โดยตอนนั้นเขามีอายุ 29 ปีซึ่งคู่ปรับสำคัญของเขาก็คือ อุเอสึงึ ที่เป็นไม้เบื่อไม่เมากันมานานในการแย่งชิงพื้นที่ในภูมิภาคคันโต โดยในเวลานั้นตระกูล อุเอสึงิ นั้นเป็นผู้ปกครองภาคคันโตโดยชอบธรรมจากรัฐบาลอาชิคางะ

ต่อมาในสงครามที่ปราสาทคาวาโกเอะในปี ค.ศ.1545 อุจิยาสึ สร้างชื่ออย่างมากในการยกพลมาช่วย โฮโจ สึนาชิเงะ ป้องกันปราสาทจากการบุกตีของตระกูล อุเอสึงึ ซึ่งตระกูลโฮโจนั้นตกเป็นรองเรื่องกำลังพลแต่ก็ใช้แผนเสี่ยงตายในการรอบโจมตียามวิกาลซึ่งก็ได้ผลทำให้ตระกูล อุเอสึงิ ต้องยกทัพถอยกลัยไปในอาณาเขตของตัวเอง

ซึ่งหลังจากที่พ่ายแพ้ครั้งนี้ใครจะรู้ว่าตระกูลอุเอสึงิจะผงาดกลับขึ้นมาได้ภายใต้การปกครองของไดเมียวคนใหม่ผู้มีนามว่า นากาโอะ คาเงโทร่า หรือ อุเอสึงิ เคนชิน มังกรแห่งเอจิโก

ในปี ค.ศ. 1561 อุเอสึงิ เคนชิน ได้นำกำลังเข้าตีปราสาทโอดาวาระของ อุจิยาสึ โดยตอนนั้นเขาได้ระดมพลมากกว่า 2 หมื่นคนเพื่อเข้าร่วมรบ ซึ่งต่อมาแม้ฝ่าน เคนชิน จะมีกำลังพลถึง 1 แสนแต่ก็ต้องถอยกลับไปเนื่องจากพวกเขาผลาญเสบียงไปไวมาก

หลังจากนั้นก็มีอีกหลายศึกที่สร้างชื่อให้กับ อุจิยาสึ แต่ส่วนมากมักจะเป็นการป้องกันปราสาทของตนเองเนื่องจากโดนไดเมียวที่เรืองอำนาจบุกตีซ้ำแล้วซ้ำเล่าและในปี ค.ศ. 1571 เข้าก็ได้ล่มป่วยลงและได้ยกตำแหน่งให้ลูกชายและต่อมาเข้าก็ได้เสียชีวิตลงซึ่งหลังจากนั้นตระกูลโฮโจที่ขาด อุจิยาสึ ไปนั้นก็เริ่มมีอำนาจที่เสื่อมถอยและล่มสลายในที่สุด

โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ นักรบผู้เริ่มต้นจากการเป็นชาวนา

โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ นักรบผู้เริ่มต้นจากการเป็นชาวนา

ชาวนาผู้หนึ่งนามว่า โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ โดยเขาสร้างชื่อจากความสามารถที่มีทั้ง สติปัญญาที่ดี เล่ห์เหลี่ยมในการทำศึก อีกทั้งเขายังเป็นขุนพลที่ตัวเล็กอีกด้วย เขามีชื่อเดิมว่า คิโนชิตะ โทคิจิโร่ และเป็นคนบ้านเดียวกับ โอดะ โนบุนากะ แต่แตกต่างจากต้นกำเนิดโดย ฮิเดโยชิ นั้นเป็นเป็รเพียงแค่ชาวนาเท่านั้น

ในสมัยเด็กเขาได้อาศัยการบวชเรียนเพื่อศึกษาหาความรู้ ก่อนจะลาสึกเพื่ออกไปหาประสบการณ์ เมื่อเขาอายุถึงเกณแล้วนั่นเขาก็ได้สมัครรับใช้เป็นทหารภายใต้สังกัดของตระกูล อิมากาว่า โยชิโมโตะ ซึ่งหน้าที่ของเขาก็คือเลี้ยงม้า ต่อมาเขาได้ออกจากการเป็นทหารและไปอยู่กับพรคค อาจิสุงะ ที่เป็นเหมือนนินจาคอยสืบข่าวซึ่งกลุ่มนี้อยู่ภายใต้สังกัด ทาโดโคโรชูมะ นายกองแห่งแคว้นโอวาริ แม้ฮิเดโยชิ นั้นจะถูกดูถูกเสมอว่าขี้ขลาด แต่ก็การเอาตัวรอดจากไหวพริบได้ทุกครั้งไปและถูกชักชวนให้เข้าร่วมกองทวน

ซึ่งในภายหลังเขาได้เข้าตีสนิทกับ โนบุนากะ จากทางสาวใช้ของ โอดะ เองแต่โอดะก็รู้ทันแต่กลับสนใจในตัวของ ฮิเดโยชิ ที่มีไหวพริบที่ดีมาก ต่อมาเขาได้แต่งงานกับหญิงสาวนามว่า เนเนะ ที่เป็นสาวงามแห่งแคว้นจากการพลักดันของโอดะ

ต่อมีจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับ ฮิเดโยชิ นั้นก็คือศึกระหว่างตระกูล โอดะ กับ ไซโต้ ทัตสิโอกิ ซึ่งเรื่องแรกที่เป็นผลงานชิ้นเอกก็คือเกลี้ยกล่อมให้ ทาเคนากะ ฮัมเบ ซึ่งเป็นกุนซืออัจฉริยะที่ฉลาดมากในยุคนั้นมาเข้าร่วม

เรื่องต่อมาก็คือสร้างป้อมในปราสาทสุโนมาตะ โดยเขาอาสาที่จะทำงานนี้เองแต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคนที่ไม่เห็นด้วยกับการอาสาของ ฮิเดโยชิ และ โนบุนางะ ก็ให้โอกาส ฮิเดโยชิ ได้แสดงฝีมือแต่หากทำไม่สำเร็จภายใน 1 วันเขาก็ต้องโทษประหารและเขาก็ทำได้สำเร็จ

ซึ่งหลังจากที่ โอดะ โนบุนากะ สิ้นใจเขาก็ได้ขึ้นมาเป็นผู้มีอำนาจใหม่เหนือแคว้นใดๆและเขานี้เองที่เป็นคนสร้างปราสาทโอซาก้า ที่ตอนนี้เป็นสถานณ์ที่ท่องเที่ยวสำคัญของญี่ปุ่นในเวลานี้จนมาถึงปี ค.ศ. 1583 เขาก็ได้ทำให้อำนาจของเขามั่นคง

และในปี ค.ศ. 1587 เขาก็ได้แสดงอิทธิพลที่คับแผ่นดินโดยการใช้กำลังทหารบีบองค์จักพรรดิ์และยังสร้างพระราชวัง จูราคุได เป็นที่ประทับของ องค์จักรพรรดิ์ ซึ่งมันเป็นการบอกว่าขนาดองค์จักรพรรดิ์ยังยอมลงให้กับเขาเลย

ในปี ค.ศ. 1590 เขาก็ได้สร้างความยิ่งใหญ่อีกครั้งในการบุกตี ปราสาทของตระกูล โฮโจ โดยการเรียกระดมพลขุนพลเลื่องชื่อให้มาอยู่ข้างเขาซึ่งก็สามารถทำได้และปิดล้อมจนผู้นำตระกูล โฮโจ ต้องฆ่าตัวตาย

และในปี ค.ศ.1598 เขาก็ได้เสียชีวิตลงและเขาก็สามารวบรวมญี่ปุ่นให้เป็นหนึ่งได้สำเร็จ

ทาเคนากะ ฮันเบ ยอดกุนซืออัจฉริยะแห่งยุค”เซ็นโกคุ”

ทาเคนากะ ฮันเบ ยอดกุนซืออัจฉริยะแห่งยุคเซ็นโกคุ

 

โดยเขาเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1544 โดยมีชื่อเดิมว่า ทาเคนากะ ชิเกฮารุ เกิดที่แคว้น มิโนะ หลังจากเติบโตขึ้นมาเขาก็ได้ไปอยู่กับ ไซโต้ โยชิทัตสึ โดยเขาได้รับตำแหน่งเป็นเสนาธิการทหาร และเขานั้นยังสร้างชื่อด้วยการต้านทารการบุกของกองทัพ โอดะ โนบุนางะ อีกด้วย

หลังจากนั้นเจ้านายของเขาอย่าง ไซโต้ โยชิทัตสึ ก็ได้เสียชีวิตลงในปี ค.ศ.1561 และฮันเบ ก็ยังรับใช้ลูก โยชิทัตสึ ต่อมา ซึ่งตัวลูกชายชอง โยชิทัตสึ เป็นคนที่มีนิสัยไม่เอาไหนและยังขี้ระแวง ทำให้ฮันเบรู้สึกไม่ชอบในตัวเจ้านายคนนี้ และพยายามจะตีตัวออกห่าง ซึ่งเจ้านายของเขานั้นก็เกิดอาการไม่พอใจ ฮันเบจึงดำเนินการยืดปราสาทอินาบะยามะ ด้วยกำลังเพียง 16 คน เหตุการณ์นี้สร้างชื่อให้กับ ฮันเบ เป็นอย่างมาก

ต่อมาแคว้น มิโนะ ที่ฮันเบ อยู่โดนทัพของ โอดะ ที่นำการบุกโดย ฮิเดโยชิ นั้นบุกมาทำการศึกและแคว้น มิโนะ ก็ได้พ่ายแพ้ทำให้ ทาเคนากะ ฮันเบ และทหารหลายคนหันไปยอมสวามิภักดิ์ต่อทัพของโอดะ โดยเขานั้นถูกแต่งตั้งให้เป็นเสนาธิการทหารในทัพของ ฮิเดโยชิ

ซึ่งในศึกกับตระกูล โมริ ฮันเบนั้นได้เป็นหัวใจสำคัญในการวางแผนการศึก และในเวลานั้นเองก็ทำให้ตัวเองเองนั้นล้มป่วยลงแต่เขาก็ยังสามารถทำงานได้ถึงแม้ว่าจะยังป่วยอยู่ก็ตามทีซึ่งถึงแม้เขาจะป่วยและไม่ได้ออกไปดูการศึกด้วยตัวเองแต่เขาก็ยังบัญชาทัพได้อย่างแม่นยำ ซึ่งต่อมาอาการป่วยของเขานั้นก็หนักขึ้นและทำให้เขาเสียชีวิตลงในที่สุด

โดยหลังจากที่เขาเสียชีวิตลงแล้วนั้นเขาก็ได้ให้ลูกชายของเขานามว่า ทาเคนากะ ชิเกคาโดะ เป็นผู้สืบทอดตระกูลต่อแต่ก็ยังคงอยู่ในกองทัพของ โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ซึ่งหลังจากทัพ โอดะ ขยายอิทธิพลใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆทำให้ตระกูล ทาเคนากะ นั้นได้รับรางวัลเป็นกาครอบครองฮานาโมโตะ และปราสาท อิวาเตะ แต่ ทาเคนากะ ชิเกคาโดะ นั้นไม่ได้ทรงมีความสามารถเหมือนพ่อของเขา เทคานากะ ฮันเบ ทำให้เขาถูก โอดะ โนบุนางะ ปลดออกจำตำแหน่ง

ก่อนหน้านั้นเขาได้พยายามที่จะผลักดัน เสนาธิการจากบันชู นามว่า คุโรดะ คันเบ ขึ้นมารับตำแหน่งแทนที่เขาซึ่งหน้าจะมีอายุอยู่ได้ไม่นานแต่เนื่องตันตระกูล คุโรดะ ถูกใส่ร้ายเสืยก่อนทำให้เขาต้องผลักดันลูกชายตัวเองขึ้นมารับตำแหน่งแทน และนี้ก็คือประวัติผู้ที่หลายคนขนานนามให้ว่า ขงเบ้ง แห่งญี่ปุ่น

 

มาเอดะ เคอิจิ ยอดนักรบผู้มีอารมณ์ศิลปินแต่มากด้วยฝีมือ

มาเอดะ เคอิจิ ยอดนักรบผู้มีอารมณ์ศิลปินแต่มากด้วยฝีมือ

 

ตระกูลมาเอดะ ได้ให้กำเนิดเด็กที่มีสิทธิจะพลิกหน้าประวัติศาสตร์ออกมาได้อีก 1 คนนั่นก็คือ มาเอดะ เคอิจิ โดยเขาเกิดมื่อ ค.ศ. 1547 เป็นลูกของซามูไรสูงศักดิ์แห่งโอวาริ นามว่า ทาคิกาว่า คาสึมาสะ แต่เหตุที่เขาเปลี่ยนมาใช้ นามสกุล มาเอดะ นั่นก็ยังไม่มีปรากฏแน่ชัดจากบันทึก

มาเอดะ เคอิจิ นั้นนับตั้งแต่เด็กก็ถูกคนอื่นมองว่าเป็นเด็กที่มีนิสัยประหลาดและก็ไม่มีใครสามารถที่จะทนนิสัยของเขาได้ ซึ่ง เคอิจิ นั้นถูกจับตามองเป็นพิเศษเนื่องด้วเขาเป็นลูกของ โทชิฮิสะ ซึ่งอาจจะมีสิทธิในการครอบครองตระกูลต่อไป

เขาเข้าร่วมในการทำศึกสงครามตั้งแต่วัยรุ่น ในฐานะตระกูล มาเอดะ ซึ่งในช่วงแรกที่เขาพึ่งกระโจนเข้าสู้สงครามเขายังไม่สามารถจะหาผลงานเป็นชิ้นเป็นอันได้สักเท่าไหร่นักแต่เขาก็สั่งสมประสบการณ์ในการออกศึกมาหลายต่อหลายครั้ง

ในบันทึกได้บอกว่าการแต่งการในการออกรบของ มาเอดะ เคอิจิ นั้นมักจะแต่งการด้วยสีสันที่ฉูดฉาดแต่เขานั้นก็รักที่จะมีชัวิตที่อิสระถึงแม้เขาจะเป็นซามูไรก็ตาม แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ยอมอยู่ใต้อาณัติของผู้ใด และมักจะใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย เดินทางไปเที่ยวอยู่บ่อยครั้ง และหลายครั้งเขามักจะกระโจนเข้าสู่สมรภูมิแบบไม่ฟังคำสั่งของใคร แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังอยู่ฝั่ง โอดะ

โดยบทบาทอย่างมากของ มาเอดะ เคอิจิ นั้นมักจะเกิดขึ้นในยุคของ โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ เรืองอำนาจ ซึ่งตระกูล มาเอดะ นั้นหลังจากที่ โอดะ โนบุนากะ ล่มสลายเขาก็สวามิภักดิ์ต่อ ฮิเดโยชิ ซึ่ง ศึกแรกของเขาภายใต้สังกัดของ ฮิเดโยชิ นั้นก็คือการบุกปราบ ซัตสะ นาริมาสะ อดีตจอมโหดแห่งทัพโอดะ ที่แข็งข้อไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อฮิเดโยชิ และเขาก็ทำงานได้ดีในศึกนี้ในฐานะทัพหน้าของ มาเอดะ

ต่อมาเขาก็ได้ทำศึกอีกครั้งในสมรภูมิ โอดาวาระ ในปี ค.ศ. 1590 และสร้างชื่อได้ค่อนข้างมากอีกทั้งเขายังเริ่มที่จะคบหากับลูกชายชอง ซานาดะ มาซายูกิ ซึ่งนั่นก็คือ ซานาดะ ยูกิมูระ

ต่อมา ฮิเดโยชิ นั้นได้ทำการสงครามกับเกาหลีโดยเรียกให้ เคอิจิ เข้าร่วมด้วยแต่เจ้าตัวก็ปฏิเสธไป แต่บันทึกบอกว่า อาจจะเป็นเพราะ ฮิเดโยชิ นั้นชื่นชอบใน เคอิจิ อยู่แล้วจึงทำให้เขาไม่สั่งประหาร เคอิจิ

มาเอดะ เคอิจิ นอกจากฝีมือในการรบที่หาตัวจับยากแล้วนั้นเขาก็ยังเป็นศิลปินที่เก่งทั้งด้านการแต่งกลอนและวาดภาพ ซึ่งยังมีหลักฐานหลงเหลืออยู่ในยุคปัจจุบัน

หลังจากที่ ฮิเดโยชิ เสียชีวิตลงทำให้ตระกูล มาเอดะ นั้นไรซึ่งที่พึ่งและ มาเอดะ ก็ออกจากตระกูลอย่างเป็นเอกเทศ หลังจากนั้นเขาก็ได้ไปอยู่กับ อุเอสึงิ และเข้าร่วมกับกองทัพอุเอสึงิ ก่อนจะได้แต่งตั้งให้เป็นทัพหน้าในการทำสงคราม เซกิงาฮาร่า ซึ่งหลังจากทำสงครามทำของ อุเอสึงิ ถูกล้อมกรอบและนี้เป็นศึกที่สร้างชื่อของเขาเป็นอย่างมากโดยเขาอาสาเป็นทหารระวังหลังให้กับ ทัพอุเอสึงึ ที่กำลังจะถอยทัพจากการโดนล้อมกรอบ

ซึ่ง เคอิจิ อาศัยทหารกล้าตายเพียงแค่ 8 คนก็ถล่มกองหน้าขบวนศึกของ โมงามิ จนเสียขวัญแตกกระเจิงและทำให้ทัพศัตรูถอยทัพได้

และหลังจากนั้นก็ไม่มีบันทึกที่แน่ชัดเกี่ยวกับเขาอีกซึ่งบ้างว่ากันว่าเขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1612

อุเอสึงึ เค็นชิน บุรุษนักรบผู้เปรียบเสมือนนักบวช

อุเอสึงึ เค็นชิน บุรุษนักรบผู้เปรียบเสมือนนักบวช

รู้จักกันในฉายา มังกรแห่งเอจิโกะ โดยเขามีชื่อเก่าว่า นากาโอะ คาเงโทร่า ก่อนจะเปลี่ยนเป็น อุเอสึงึ เค็นชิน ในตอนต่อมาพ่อของเขาคือ นากาโอะ ทเมคาเกะ

ในตอนเด็กนั้นเขาถูกส่งไปเป็นนักบวชสาเหตุที่ทำให้เขาต้องไปบวชนั้นก็คือเขาจะได้ไม่ยุ่งเกี่ยวกับตระกูลทีมีแต่การแย่งอำนาจกันในหมู่ญาติด้วยกันเองเขาบวชเรียนจนถึงอายุ 14 ปี ก่อนพ่อของเขาจะส่งคนรับใช้มาเชิญตัวเขากลับไปเพื่อจะได้ไปแย่งชิงอำนาจกับพี่ชายของเขานั่นก็คือ นากาโอะ ฮารุคาเกะ ที่เอาแต่ลุ่มหลงในอบายมุข เค็นชิน ในสมัยเด็กมีบุคลิก หนักแน่น อดทน อีกทั้งเขายังสามารถต่อสู้ได้เนื่องจากเขาฝึกกับพวกนักบวชอย่างยางนานอีกด้วย

และเมื่อเขาอายุได้ 17 ปี ฮารุคางะ พี่เป็นผู้สืบทอดตระกูลตอนนั้นต้องสละตำแหน่งเหตุมาจากเขามีอาการป่วยหนักและแต่งตั้งให้ เค็นชิน ขึ้นมาเป็นผู้สืบทอดแทน

เมื่อปีคริสต์ศักราช 1552 เขานั้นได้กลายเป็นบุตรบุญธรรมของ อุเอสึงึ โนริมาสะ ซึ่งในตอนนั้นต้องการป้องการแคว้น เอจิโกะ จากการขยายอิทธิพลของตระกูลโฮโจ ทำให้ นากาโอะ คาเงโทร่า เปลี่ยนชื่อมาเป็น อุเอสึงึ ในที่สุดซึ่งหลังจากนั้นเขาก็สามารถที่จะหยุดการขยายอิทธิพลของตระกูล โฮโจ ได้สำเร็จ

ต่อมาเขาได้กลายเป็นเจ้าแห่งแคว้น เอจิโกะ โดยชอบธรรมหลังจากที่ อุเอสึงิ โนริมาสะ นั้นสิ้นใจและเขานั้นไม่มีทายาทเลยจึงทำให้มรดกตกไปอยู่กับ เค็นชิน ทั้งหมดรวมถึงการเป็นเจ้าตระกูล อุเอสึงึ ด้วย

ศึกครั้งแรกของเขาเกิดขึ้นที่ คาวานากาจิม่า ซึ่งกินเวลายาวนานถึง 10 ปี โดยเขาทำศึกกับคู่ปรับตลอดการอย่าง อาเทดะ ชินเก็น แต่ว่ากันว่า เค็นชิน นั้นไม่ต้องการเป็นใหญ่อะไรเลยเพราะจากบันทึกบอกว่าเขาเป็นผู้มีความใฝ่ในพระพุทธศาสนามากกว่า

ในภายหลัง โอดะ โนบุนากะ เรืองอำนาจถึงขีดสุดในการครอบครองญี่ปุ่นและเขาได้ท้าทายให้ อุเอสึงิ เค็นชิน มาทำศึกกับเขาในฐานะศัตรูคนสุดท้าย

โดยเขานำทัพรบกับกองทัพของ โอะดะ ที่นำโดย ชิบาตะ คัตสึอิเอะ และเขาก็ได้แสดงศักยภาพในการเป็นแม่ทัพได้อย่างดีเยี่ยมเมื่อวางกับดักและสังหาร ชิเงสึระ แม่ทัพตระกูลโอะลงได้และสามารถยึดพื้นทีแทบแม่น้ำเทโดริและยังสามารถยึดปราสาทอานามิซุได้อีกด้วย ซึ่งแน่นอนศึกนี้เค็นชินสามารถเอาชนะกองทัพของ โอดะ ได้

และในปีคริสต์ศักราช 1578 ตระกูล โอะดะก็ประกาศศักดาริ์ด้วยการรวมแผ่นดินญี่ปุ่นให้เป็นหนึ่งเนื่องจาก เค็นชิน นั้นล้มป่วยและเสียชีวิตในวัย 48 ปี ปิดตำนานผู้กล่าแห่ง เอจิโกะ ลง

โมริ โมโตนาริ ผู้บัญชาการทัพเรืออันเกรียงไกร

โมริ โมโตนาริ ผู้บัญชาการทัพเรืออันเกรียงไกร

ชายหนุ่มผู้หนึ่งผู้ซึ่งนำตระกูล โมริ ขึ้นมาเป็นตระกูลใหญ่หนึ่งตระกูลใน ยุคเซ็นโกคุ นั้นก็คือ โมริ โมโตนาริ โดยเขาเกิดเมื่อปี ค.ศ.1497 เป็นลูกของ โมริ ฮิโรโมโตะ แต่เดิมตระกูล โมริ นั้นเป็นตระกูลที่ถือกำเนิดจากการรวมตัวกันของบรรดาตระกูลเล็กๆในแถบนั้น

แต่เดิมชื่อของเขาคือ ทะจิฮิ โชจูมารุ โดยเขาเป็นลูกของภรรยาคนรอง แต่แรกนั้นเขาไม่ได้มีสิทธิในการสืบทอดในตระกูลเนื่องจากเขานั้นมาจากตระกูลสายรอง และในปี ค.ศ.1506 พ่อของเขาก็เสียชีวิตลงและได้ให้ โอคิโมโตะ ที่เป็นผู้สืบทอดอันดับที่ 1 ขึ้นมารับหน้าที่เป็นผู้นำ ซึ่งในเวลานั้น โมริ โมโตนาริ นั้นก็ได้รับมอบหมายให้ดูแลปราสาท ซารุคาแงะ และในเวลานั้นตระกูลโมริได้พบกับปัญหามากมายทั้งภายนอกและภายในทำให้เขาโดนบีบบังคับให้ต้องออกจากปราสาทของเขา

ก่อนเขาจะกลับเข้าปราสาทได้ในปี ค.ศ.1516 เนื่องจาก โอคิโมโตะ นั้นเสียชีวิตลงและทำให้เขาต้องมารับหน้าที่ในการดูแลตระกูลแทน และในปี ค.ศ.1518 โมโตนาริ รู้ว่าปราสาทกำลังจะถูกโจมตีจึงเกณท์ทหารที่มีอยู่เพียงน้อยนิดเข้าตียามกลางคืนทำให้ศัตรูที่บุกมาต้องล่าถอยและนี้เป็นการศึกที่สร้างชื่อให้กับเขาไม่น้อย

ซึ่งต่อมาลูกของ โอคิโมโตะ นาม โคมัตสึรุ นั้นเสียชีวิตลงทำให้ โมโตนาริ ที่ในเวลานั้นรับหน้าที่การดูแลตระกูลอยู่ต้องขึ้นเป็นผู้สืบทอดตระกูลซะเองหลังจากที่เขาเป็นผู้นำตระกูลแล้วนั้นเขายังสามารถจัดการกับปัญหาภายในได้อย่างดี และเขาก็ได้ขยายอำนาจของตระกูลออกไปด้วยการบุกปราบ 2 ตระกูลที่อยู่โดยรอบนั้นก็คือ ตระกูล อามาโงะ และ โออุจิ โดยเขาใช้อุบายยุยงให้ทั้ง 2 ตระกูลในตีกันเอง

หลังจากนั้นเขาก็เริ่มติดต่อกับองค์จักพรรดิ์โดยเส้นสายของ โออุจิ โยชิทากะ โดยเป็นการส่งเครื่องบรรณาการไปถวายและทำให้เขาได้ตำแหน่ง อุโนะคามิ หลังจากได้ตำแหน่งดังกล่าวมาทำให้เขาได้นำพาตระกูล โมริ ยิ่งใหญ่เหนือตระกูลอื่นในระแวกจังหวัดอากิ

ซึ่งในปี ค.ศ. 1540 เขาก็ต้องรับมือกับตระกูล อามาโงะ ที่ตัดสินในยกทัพบุกปราสาทของตระกูล โมริ ซึ่งทางฝั่ง อามาโงะ ใช้ทหารถึง 3 หมื่นคน แต่ฝ่ายตระกูลโมริรวมถึงพันธมิตรมีทหารแค่ 8 พันคนเท่านั้นแต่ก็สามารถที่จะป้องกันปราสาทได้ทำให้ชื่อเสียงของเขาขยายไปไกลขึ้น

แต่ความยิ่งใหญ่ของเขาก็ต้องจบลงเมื่อ ในปี ค.ศ. 1571 เขาป่วยเนื่องจากอาการสะสมมานานแล้วและเสียชีวิตลงในที่สุดและทำให้เขาไม่สามารถนำพาตระกูลโมริครองญี่ปุ่นได้ทำให้ตระกูลล่มสลายในที่สุด

 

นาโอะเอะ คาเนสึกุ ขุนพลผู้มีความสามารถรอบด้านทั้งบู๋และบุ๋น

นาโอะเอะ คาเนสึกุ ขุนพลผู้มีความสามารถรอบด้านทั้งบู๋และบุ๋น

 

นาโอเอะ คาเนสึกุ นั้นเป็นนักรบที่ได้รับการยอมรับในความสามารถในการปกครอง การศึกษาและเป็นผู้มีคุณธรรมสูง โดยเขาเป็นลูกชายของ ฮิกุจิ คาเนโตโยะ และเกิดเมื่อปี ค.ศ.1559 ที่ปราสาท ซากาโต้ จังหวะ เอจิโกะ

โดยเขามีส่วนอย่างมากในตระกูล อุเอสึงึ หลังจากที่ เค็นชิน นั้นเสียชีวิตลงทำให้ขั้วอำนาจในเอจิโกะแบ่งเป็น 2 ฝ่ายนั้นคือ อุเอสึงิ คาเคคัตสึ และ อุเอสึงึ คาเงโทร่า ที่แย่งชิงอำนานกันเองภายในตระกูลและ คาเนสึกุก็เข้าข้าง คาเคคัตสึ

ต่อมาเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าขุนนางที่ปรึกษาตระกูล อุเอสึงิ ในปี ค.ศ.1581 ตอนนั้นเขาอายุเพียงแค่ 22 เท่านั้น ต่อมาเขาได้รับการขนานนามว่าเป็น สี่จ้าวสรรค์แห่งตระกูลอุเอสึงึ ซึ่งใรบรรดา 4 คนนั้น นาโอเอะ คาเนสึกุ นั้นมีอายุที่น้อยที่สุดและก็เป็นคนที่มีชื่อเสียงที่มากที่สุดจากความสามารถที่มากมายของเขา

คาเนสึกุ นั้นมีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจภายใต้ตระกูลอิเอสึงึ โดยเขาเปรียบเสมือนที่ปรึกษาของ คาเคคัตสึ และยังเป็นตัวการสำคัญที่คัดค้านไม่ให้บรรดาคนในตระกูล อุเอสึงึ ที่คิดจะสังหารฮิเดโยชิที่ตอนนั้นเรืองอำนาจและกำลังมาเยี่ยมตระกูล อุเอสึงึ ซึ่ง คาเนสึกุ มองว่าหากทำเช่นนั้นจะเป็นทำให้ตระกูล อุเอสึงึ เสียเกียรติ

ต่อมาปี ค.ศ.1588-89 นาโอเอะ คาเนะสึกุ ก็ได้กลายเป็นเพื่อนซี้ของ มาเอดะ เคอิจิ และยังเป็นเพื่อนสนิทกับ อิชิดะ มิสึนารึ อีกด้วยทำให้ ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตระกูลดีขึ้นเหตุ มิสินารึ เป็นลูกน้องคนสนิทของ ฮิเดโยชิ

ในปี ค.ศ. 1590 คาเนสึกุ ออกนำทัพ ภายใต้สังกัดของ คาเคคัตสึ แต่ก็รบภายใต้การนำของ ฮิเดโยชิและเขาก็เป็นกองกำลังในบุกตีปราสาท โอดาวาระ อีกด้วย

ต่อมา ฮิเดโยชิ นั้นเสียชีวิตลงและได้แต่งตั้งให้ อุเอสึงิ คาเคคัตสึ เป็นหนึ่งใน 5 องคมนตรี แต่อำนาจของเขาก็ยังเป็นรอง โทชิอิเอะ และ อิเอยาสึ ต่อมา โทชิอิเอะ นั้นเสียชีวิตลงจากการป่วยทำให้ โตกุกาว่า อิเอยาสึ ขึ้นเป็นผู้มีอำนาจเหนือสุดและเริ่มการต่อต้านฝ่ายที่สนับสนุน ฮิเดโยชิ เก่าซึ่งทางด้าน คาเนสึกุ ก็ได้แนะนำให้ คาเคคัตสึ สนันสนุนอยู่ฝั่ง มิตสึนาริ ที่อยู่กับกองกำลัง ฮิเดโยชิ เดิม ต่อมาทัพ ฮิเดโยชิ ได้พ่ายแพ้ต่อทัพของ อิเอยาสึ ทำให้ ตระกูล อุเอสึงึ ยอมจำนนต่อ อิเอยาสึแต่ต้องแลกมาด้วยการโดนลด ศักดินาลง

ต่อมาในปี ค.ศ. 1620 เขาก็เสียชีวิตลงโดยในเวลานั้นเขาอายุ 60 ปี

ทาเคดะ ชินเก็น คู่ปรับตลอดกาลของ อุเอสึงิ เค็นชิน

ทาเคดะ ชินเก็น คู่ปรับตลอดกาลของ อุเอสึงิ เค็นชิน

ทาเคดะ ชินเก็น นั้นได้รับการยกย่องจากบรรดาไดเมียวคนอื่นว่าเป็นจ้าวแห่งกลศึก โดยเขาเกิดเมื่อปี ค.ศ.1521 มีชื่อเก่าว่า คัคสิจึโยะ ก่อนจะเปลี่ยนเป็น ฮารุ โนบุ และเปลี่ยนมาใช้ชื่อ ทาเคดะ ชินเก็น ในที่สุด โดยเขาเป็นผู้มีความสามรถในเชิงศิลปะอย่างเช่นกวี และมีงานอดิแรกในการพิชัยยุทธซุนหวู่

ชินเก็น นั้นสามารถครอบครองแคว้น คาอิ ได้จากการล้มล้างบิดาของเขาเองอีกทั้งในช่วงแรกเขายังเป็นพันธมิตรกับตระกูล อิมากาว่า อีกด้วย และด้วยวัยเพียง 30 ปีเขาสามารถตีเอาดินแดน ชินาโนะ มาอยู่ในครอบครองได้สำเร็จและเขายังสร้างชื่อด้วยการเกณท์ชาวนามาเป็นทหารเพื่อประหยัดงบ ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีกองทัพ ชินเก็น นั้นถูกขนานนามว่าเป็นทัพม้าที่เก่งที่สุดในญี่ปุ่น และ ชินเก็น ก็ถูกยกย่องว่าเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในการทำศึกสงครามขั้นสูง

ซึ่งภายหลัง ทาเคดะ ได้ไปเป็นพันธมิตรกับตระกูลโอดะและโตกุกาว่าหลังจากการล่มสลายของตระกูล อิมากาว่า ที่โดนทัพของ โอดะ โนบุนากะ บุกตีพ่ายแพ้

และ ค.ศ. 1572 เขาก็ไม่พอใจที่ โอดะ โนบุนากะ นั้นเหยียบย่ำศาสนาซึ่งเป็นสิ่งที่ ชินเก็น นั้นนับถือเป็นอย่างมากและในปลายปีนี้เองเขาก็ได้ทำการบุกปราสาท ฮามามัตสึ โดยที่ปราสาทนี้ โตกุกาว่า อิเอยาสึ เป็นคนเฝ้าอยู่แต่ชินเก็นได้ใช้แผนล่อเสือออกจากถ้ำให้ อิเอยาสึ ออกจากปราสาทมาทำศึกที่ทุ่ง มิคาตากาฮาระ ซึ่งก็ทำให้ทัพของชินเก็นนั้นได้รับชัยชนะและยังสามารถสยบกองทัพหนุนของ โอดะ ที่ส่งมาช่วยได้อีกด้วย

ซึ่งหลักงจากที่ ชินเก็น นั้นกำลังยกทัพบุกและกำลังทำให้ โอดะ โนบุนากะ นั้นเสียขวัญเขาก็ต้องยกทัพกลับเข้าไปในแคว้น คาอิ เหตุมาจาก ทาเคดะ ชินเก็น นั้นล้มป่วยลงโดยบันทึกตามประวัติศาสตร์บอกว่าเขานั้นล้มป่วยจากโรคมะเร็งในกระเพราะอาหาร ซึ่งภายหลังจากเหตุการกำลังเดินการถอยทัพนั้น ชินเก็น ก็เสียชีวิตลงซะก่อน ปิดตำนานแห่ง พยัคฆ์แห่งคาอิ ซึ่งหลังจากการตายของ ชินเก็น นั้นทำให้ โอดะ โนบุนากะ นั้นทำการศึกได้ง่ายขึ้นเพราะว่าในเวลานั้นเหลือเพียงแค่ โมริ โมโตนาริ และ อุเอสึงิ เค็นชิน เท่านั้นที่จะสามารถต่อกรกับกองทัพที่ยิ่งใหญ่ของเขาได้

หลังตากที่ เค็นชิน ตายตระกูลทาเคดะ ก็เริ่มถูกกองทัพของ โอดะ โนบุนากะ กวาดล้างและล่มสลายหายไปในที่สุด

 

ดาเตะ มาซามุเนะ ขุนพลมังกรตาเดียวผู้สะเทือนแผ่นดิน

ดาเตะ มาซามุเนะ ขุนพลมังกรตาเดียวผู้สะเทือนแผ่นดิน

ยุคเซ็นโกคุนั้นได้ชื่อว่าเป็นยุคที่สร้างชื่อกระฉ่อนโลกให้กับบรรดาขุนศึกซามูไรได้โด่งดัง ซึ่งในช่วงปลายนั้นได้มีการกล่าวถึง ขุนพลผู้หนึ่งที่สร้างชื่อสะท้านแผ่นดินก็คือ ดาเตะ มาซามุเนะ มังกรตาเดียวแห่งเซ็นได

โดย ดาเตะ มาซามุเนะ ถือกำเนิดในปี คริสต์ศักราช 1567 โดยเป็นช่วงหลังของยุคเซ็นโกคุ โดยเขานั้นเกิดในแคว้นเซ็นได มีบิดาชื่อว่า ดาเตะ เทรุมุเนะ หลังจากเติบโตขึ้นมาเขานั้นแตกต่างจากเด็กคนอื่นอย่างสิ้นเชิงเนื่องจากเขามีนิสัยที่กระหายชัยชนะ และบ้าบิ่นและไม่สนกฏเกณใดๆทั้งสิ้น ด้วยนิสัยแบบนี้ทำให้เขานั้นเป็นที่หน้าหวาดหวั่นสำหรับคนในตระกูล

มาซามุเนะ นั้นได้ทำการสังหารน้องชายของตนเองเนื่องด้วยเหตุที่ว่าน้องเขาเขาคิดที่จะวางยาพิษฆ่าเขา หลังจากนั้นเขาก็ได้รับความไว้วางใจจาก เทรุมุเนะ พ่อของเขาให้ช่วยเหลือการศึกโดยเขาสามารถทำผลงานในการรบได้ตั้งแต่อายุ 16 โดยเขาสามารถนำทัพบุกถล่มตระกูลโซมะ ทำให้อิทธิพลของตระกูล ดาเตะ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนพอเขาอายุ 18 ปี พ่อของเขาก็ได้ยกทุกอย่างให้เขาเป็นผู้สืบทอด และหลังจากได้รับตำแหน่งไดเมียวไม่นานเขาก็จัดการใช้ความรุนแรงควบคุมทุกคนให้อยู่ใต้อาณัติได้อย่างเฉียบขาด

ต่อมาพ่อของเขาถูกจับเป็นตัวประกันในปราสาท ฮาเตคายาม่า โดยเขานำทัพเข้าตีประสาทและด้วยการที่พ่อของเขาตะโกนว่าให้ มาซามุเนะ บุกยึดปราสาทให้ได้ไม่ว่าเขาจะเป็นหรือตาย ซึ่ง มังกรตาเดียว ก็ทำเช่นนั้นยกทัพบุกตีปราสาทจนแตกและหลังจากนั้นเขาก็ได้รับข่าวร้ายเมื่อพ่อของเขาก็เสียชีวิตในการบุกครั้งนี้ด้วย

ผลพวงจากเหตุการณ์ที่เขาทำให้พ่อของเขาต้องตายทำให้ชื่อเสียงของเขานั้นยิ่งดังสะท้านไปทั่วแผ่นดินด้วยความโหดเหี้ยมเด็ดขาด จึงทำให้ในเขตแคว้นเซ็นไดนั้นไม่มีตระกูลไหนกล้าลุกขึ้นต่อกรกับตระกูล ดาเตะ อีกแล้ว

ต่อมา โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ นั้นได้มีการเรียกรวมพลบรรดาขุนพลเลื่องชื่อจากทั่วแดนญี่ปุ่นเพื่อบุกตีตระกูล โฮโจ การรบในครั้งนี้นั้นนับเป็นศึกรวบรวม ขุนศึก และ กุนซือ ที่มีชื่อเสียงสะท้านแผ่นดินที่สุดในยุคนั้นไว้ด้วยกัน อาทิเช่น โตกุกาว่า อิเอยาสึ,อุเอสึงิ เคนชิน,มาเอดะ โทชิอิเอะ,คุโรดะ คันเบ,มาเอดะ เคอิจิ และ ซานาะ มาซายูกิ และศึกนี้เองก็เป็นที่ทำให้ ซามูไร หลายคนสร้างชื่อให้กับตัวเองได้สำเร็จ เช่น อิชิดะ มิสึนาริ,ชิมะ ซาคอน,คาโต้ คิโยมาสะ,ฟุกุชิมา มาซาโนริ ,คุโรดะ นางามาสะ และคนสุดท้ายขุนพลที่ในภายหลังเรารู้จักกันว่า นักรบอันดับ 1 แห่งญี่ปุ่นหรือ ปีศาจสีเลือดแห่งสงครามซานาดะ ยูกิมูระ

โดย ดาเตะ มาซามุเนะ ได้เข้าร่วมกับตระกูล โฮโจ ในการต่อต้านอำนาจของ ฮิเดโยชิต่ภายหลังเขาได้ประเมิณสถารณ์การและไปเข้ากับฝ่าย ฮิเดโยชิ แทน แต่การกระทำในครั้งนั้นก็สร้างชื่อให้เขาอย่างมากโดยการนำทหารไปเพียงน้อยนิดเท่านั้นในการพบกับ ฮิเดโยชิ โดย มาซามุเนะ นั้นยอมคุกเข่าต่อหน้าฮิเดโยชิ แต่เขาก็ไม่ได้แสดงความหวาดกลัวต่อบรรดาขุนพลผู้ซึ่งล้อมรอตัวเขาอยู่

หลังจากนั้นเขาก็ได้ใช้เวลานานหลายปีในการสร้างตระกูลให้แข็งแกร่งและทรงอำนาจมากขึ้นแต่หลังจากในปี ค.ศ.1616 เขาก็ได้กลายเป็นไดเมียวที่อันตรายที่สุดแห่งยุคซึ่งขนาดที่องค์จักรพรรดิ์นั้นยังไม่กล้าที่จะนำทัพบุกตีแคว้นของ ดาเตะ จนตอนหลังเข้าได้สชีวิตลงในปี ค.ศ. 1636

ซานาดะ ยูคิมูระ ขุนพลอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน

ซานาดะ ยูคิมูระ ขุนพลอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน

โตกุกาว่า อิเอยาสึ เคยกล่าวถึง ซานาดะ ยูคิมูระว่าเป็นยอดนักรบผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดินทั้งๆที่ ยูคิมูระ นั้นเป็นซามูไรของฝ่ายศัตรู แต่เขานั้นชื่นชอบในความสามารถในการรบ ความห้าวหาญ และความภักดี นี้จึงเป็นประโยคยกย่อง ซานาดะ ยูคิมูระ จาก โตกุกาว่า อิเอยาสึ

เขาเกิดจาก ซานาดะ มาซายูกิ โดยเกิดเมื่อคริสต์ศักราชที่ 1567 โดยพ่อของเขานั้นได้ฉายาว่า จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ โดยตระกูล ซานาดะ เป็นตระกูลในปกครอง ทาเคดะ ซึ่งในสมัยได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งสงคราม และเป็นตระกูลที่เลื่องชื่อในสมัยนั้น ในภายหลังตระกูล ทาเคดะ นั้นล่มสลายทำให้ตระกูล ซานาดะ ต้องไปสวามิภักดิ์ต่อตระกูลโอดะแต่ก็ต้องขอให้ตระกูลโฮโจยอมมาพูดให้กับตระกูลโอดะ ทำให้ตระกูลซานาดะไม่ถูกกวาดล้างไปด้วย

ต่อมาตระกูลโอดะล่มสลายหลังจากที่ โอดะ โนบุนากะ โดนลอบสังหารจากฝีมือ อาเคจิ มิตสึฮิเดะ ทำให้ตระกูลเล็กๆอย่างซานาดะต้องไปเข้าร่วมกับ โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ และเพื่อเป็นการรับรองความปลอดภัยของตระกูล ยูคิมูระ จึงถูกส่งไปเป็นตัวประกันของตระกูลใหญ่ต่างๆ และใช้ชีวิตวัยรุ่นส่วนมากในการถูกส่งไปเป็นตัวประกันกับหลายตระกูลใหญ่

แต่ ยูคิมูระ นั้นไม่ใช่คนโง่เขาจึงซึมซับทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการศึกสงครามและยังได้รับการถ่ายทอดความสามารถอีกเป็นจำนานมาก และสงครามที่สร้างชื่อของเขาก็คือสงครามที่ ฮิเดโยชิ นั้นกำลังทำศึกกับตระกูล โฮโจ

ซึ่งต่อมา ฮิเดโยชิ นั้นได้เสียชีวิตลงและทำให้ทั่วทั้งแผ่นดินแตกออกเป็น 2 ฝ่าย ซึ่งนั้นก็คือฝ่ายที่ต้องการให้ตระกูล โทโยโทมิ อยู่ต่อ และ ฝ่ายที่ต้องการผลักดันให้ โตกุกาว่า ขึ้นมาเป็นใหญ่ในญี่ปุ่น โดยเขาได้นำทัพครั้งแรกในศึกที่ปราสาท อุเอดะ โดยหน้าที่ของเขาก็คือป้องกันกองกำหลังหนุนจากฝ่าย อิเอยาสึ ซึ่งนี้เป็นศึกที่สร้างชื่อให้เขาเป็นอย่างมากโดยการนำทหารเพียงแค่ 2 พันคน ตีทหาร 4 หมื่นจนแตกพ่าย แต่ก็ต้องได้รับข่าวร้ายเมื่อทัพใหญ่ที่บัญชาการด้วย อิชิดะ มิตสึนาริ นั้นพ่ายแพ้และตัวแม่ทัพยังถูกประหารอีกด้วย

ต่อมาหลังจากที่ อิเอยาสึ เริ่มมีอำนาจมากขึ้นเขาก็ได้เล็งที่จะกวาดล้างตระกูล ซานาดะ เนื่องจากมองว่าเป็นตระกูลทีมีทหารเพียงแค่เล็กน้อยแต่กลับมีความเก่งกาจเกินไป ซึ่งในภายหลัง ซานากะ มาซายูกิ ได้ขอร้องให้ อิเอยาสึ ไว้ชีวิตคนในตระกูลของเขาและก็สำเร็จแต่ก็ทำให้ ยูคิมูระ โดนเนรเทศไปอยู่แดน คาอิ และเขาก็อยู่ในดินแดนนั้นนานถึง 12 ปี โดยในเวลานั้นเป็นที่ลือกันว่าเขาได้มีกลุ่มนินจาและซามูไรที่มีฝีมืออย่างมาก อาทิ ซารุโทบิ ซาสุเกะ,คิริกางุเระ ไซโซ,อันโนะ โรคุโร่,คาเคย์ จูโซ,เนซึ จินปาชิ,มิโยชิ เซอากิ,มิโยชิ อิสะ,อานายามะ โคสุเกะ,โมจิซึกิ โรคุโร่ และ ยูริ คามาโนะสุเกะ

โดยเราจะรู้จักทั้ง ซารุโทบิ ซาสุเกะ และ คิริกางุเระ ไซโซ ว่าเป็นนินจาที่เก่งกาจขนาดไหนขนาดปัจจุบันก็ยังมีการพูดถึง 2 คนอยู่ และในปีคริศต์ศักราชที่ 1614 ยูคิมูระก็ได้หลบหนีออกจาก คาอิ และได้เข้าร่วมกับกองกำลัง ฮิเดโยชิ

ในปึคริสต์ศักราชที่ 1614 เป็นปีที่สร้างชื่อให้ ยูคิมูระ อีกครั้งเมื่อเขานำกำลังเพียงน้อยนิดบุกตีปราสาทโอซาก้าคืนจาก อิเอยาสึ และยูคิมูระก็ทำได้สำเร็จหลังจากนั้น อิเอยาสึ นำกำลังเข้าตีปราสาทโอซาก้าอีก 3 รอบแต่ก็พ่ายแพ้และเสียกำลังพลไปเป็นจำนานมากทำให้ต้องขอสงบศึกกับฝั่ง ฮิเดโยชิ

ในปีถัดมากองทัพ อิเอยาสึ ก็จัดการลบสัญญาสงบศึกทิ้งและบุกปราสาทโอซาก้าอีกครั้งโดยผู้นำทัพ อิเอยาสึ ก็คือ ดาเตะ มาซามุเนะ มังกรตาเดียวแห่งเซ็นได แต่ก็โดนทัพของยูคิมูระนั้นตีจนกองหน้าแตกและต้องกลับตั้งค่าย ยูคิมูระ ได้ดำเนินการรอบโจมตีกลางคืนอีกครั้งในเวลากลางคืนและเกือบจะเข้าถึงตัว โตกุกาว่า  อิเอยาสึ อยู่แล้วแต่ก็ทำไม่สำเร็จหลังจากนั้น อิเอยาสึ จึงมักหวาดระแวงในตัว ยูคิมูระ อยู่เสมอ

แต่ทางด้านทหารฝ่าย ฉิเดโยชิ นั้นมีจำนวนน้อยกว่าทำให้ ยูคิมูระ พยายามใข้แผนโจมตีสายฟ้าแลบผสานเข้ากับการตีกำลังกองหนุนเป็นหลัก ซึ่งเขาก็ยันกับทัพ อิเอยาสึ ได้เป็นปีจนถูกตีให้ถอยทัพกลับเข้าไปปราสาทโอซาก้า จนต่อมา ซานากะ ยูคิมูระ รู้ว่าถ้าหากกลับเข้าไปในปราสาทพวกเขาต้องแพ้แน่ เขาจึงตัดสินใจอันห้าวหาญครั้งสุดท้ายโดยการนำกำลังทหารส่วนตัวทั้งหมดบุกเข้าตีค่ายใหญ่ของ อิยาสึ โดยตรงในปี ค.ศ. 1615

จากบันทึกมีรายงานว่า ยูคิมูระ นำกำลังทหารส่วนตัวโดยตัวเขาบัญชาการทหารพร้อมทั้งควบม้าถือทวนหนึ่งเล่มพุ่งทะยานน้ำหน้ากองทหารของเขาบุกทะลวงค่ายใหญ่ของอิเอยาสึจนเขาเกือบจะทำสำเร็จเหลืออีกเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้นแต่เขาก็ถูกยิงตายเสียก่อน จากเหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความกลัวให้ อิเอยาสึ อย่างมาก หลังจากนั้นเขาก็กล่าวชื่นชม ยูคิมูระว่า ยอดนักรบผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งแผ่นดิน ทั้งความเก่งในการรบ ยุทธการและ สติปัญาที่ยอดเยี่ยม และยังมึความภักดีอย่างสูง โดย อิเอยาสึ นั้นพยายามหลายครั้งที่จะให้ ยูคิมูระ เข้ามาร่วมกับเขาแต่เขาก็ปฏิเสธตลอดมา ยูคิมูระ ยังคงภักดีต่อตระกูล โทโยโทมิ แม้ในเวลานั้นเขาจะไม่ค่อยได้รับศักดินาหรือผลประโยชน์ใดๆเลย แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังยืนหยัดต่อสู้จนตัวตายตามวิถีซามูไร

และนี้คือซามูไรผู้ไม่ได้มี ยศศักดิ์ อะไรหรือมีทรัพย์สินมากมายนัก แต่ตำนานการต่อสู้และวีรกรรมของเขาจะยังเล่าเป็นรุ่นสู่รุ่น และยังได้รับการยอมรับอีกว่าเป็นยอดนักรบเพียงผู้เดียวที่ทำให้ อิเอยาสึ สั่นกลัวได้และยังถูกยกย่องให้เป็นแม่ทัพอัจฉริยะผู้เก่งกล้าในรอยหลายร้อยปี